ทำไมคนเราถึงมี “ความอยากก้าวหน้า” ไม่เท่ากัน?
เคยสงสัยไหมว่า…
พนักงาน 2 คน
อายุใกล้กัน ทำงานตำแหน่งเดียวกัน ได้เงินเดือนพอ ๆ กัน
อยู่ในบริษัทเดียวกัน เจอหัวหน้าคนเดียวกัน
แต่คนหนึ่งอยากเรียนรู้ อยากรับผิดชอบงานใหญ่ขึ้น อยากเติบโตเป็นหัวหน้า
ขณะที่อีกคนบอกว่า…
“หนูทำตรงนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าค่ะ”
หลายองค์กรรีบตีความว่า
คนแรก = มีไฟ มีอนาคต
คนที่สอง = ไม่ทะเยอทะยาน ไม่อยากพัฒนา
แต่จริง ๆ แล้ว เราอาจกำลังเข้าใจคำว่า “ความก้าวหน้า” ผิดตั้งแต่ต้น
ความก้าวหน้าของแต่ละคน ไม่ได้แปลว่าสิ่งเดียวกัน
สำหรับบางคน…
ความก้าวหน้า = ตำแหน่งสูงขึ้น
ความก้าวหน้า = เงินเดือนเพิ่มขึ้น
ความก้าวหน้า = ได้เป็นผู้จัดการ
แต่สำหรับอีกคน…
ความก้าวหน้า = เก่งในวิชาชีพมากขึ้น
ความก้าวหน้า = มีอิสระในการทำงานมากขึ้น
ความก้าวหน้า = มีรายได้เพียงพอ แต่ยังมีเวลาให้ชีวิต
หรือแม้แต่
ความก้าวหน้า = มีงานที่มั่นคงและไม่ต้องบริหารใคร
เพราะมนุษย์ไม่ได้ให้ “คุณค่า” กับสิ่งเดียวกัน
แล้วอะไรทำให้บางคนดูเหมือน “อยากโต” มากกว่าอีกคน?
ในทางจิตวิทยาการทำงาน มีหลายปัจจัยที่อธิบายเรื่องนี้ได้
1. แต่ละคนมีแรงขับภายในไม่เหมือนกัน
บางคนมีความสุขจากการเอาชนะเป้าหมาย
บางคนชอบการเรียนรู้
บางคนต้องการการยอมรับ
บางคนให้ความสำคัญกับความมั่นคง
และบางคนให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance
ดังนั้น การเอา “ตำแหน่งหัวหน้า” ไปเป็นรางวัล จึงไม่ได้จูงใจทุกคน
บางคนได้ยินว่า
“ทำผลงานดี ๆ อีกหน่อยจะได้เป็นผู้จัดการนะ”
แล้วตาเป็นประกาย
แต่อีกคนอาจคิดในใจว่า…
“แล้วทำไมฉันต้องอยากเป็นผู้จัดการด้วย?”
2. คนเราจะพยายาม เมื่อรู้สึกว่า “พยายามแล้วคุ้ม”
แนวคิด Expectancy Theory ของ Victor Vroom อธิบายว่า แรงจูงใจไม่ได้เกิดจากรางวัลเพียงอย่างเดียว
คนต้องเชื่อด้วยว่า
พยายาม → ทำได้ → มีผลงาน → ได้รับสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเขา
ลองกลับมาดูในองค์กรของเรา
ถ้าพนักงานเรียนรู้ว่า…
ทำงานดี → ได้งานเพิ่ม
เสนอไอเดีย → ถูกปฏิเสธ
รับผิดชอบมาก → เงินเท่าเดิม
คนทำกับคนไม่ทำ → ได้ผลตอบแทนแทบไม่ต่างกัน
ทำผลงานดี → แต่คนสนิทหัวหน้าได้เลื่อนตำแหน่ง
ผ่านไปสักพัก เขาอาจเลือกที่จะทำแค่เท่าที่จำเป็น
แล้ววันหนึ่งองค์กรกลับบอกว่า
“เด็กรุ่นนี้ไม่มี Passion”
คำถามคือ…
เขาไม่มีตั้งแต่แรก
หรือระบบขององค์กรค่อย ๆ สอนให้เขารู้ว่า
“พยายามไปก็ไม่คุ้ม”
3. ประสบการณ์ในอดีตมีผลต่อความเชื่อว่า “ฉันทำได้”
Albert Bandura เรียกแนวคิดนี้ว่า Self-Efficacy
คนที่เคยได้รับโอกาส ลองทำ สำเร็จ ได้ Feedback และได้รับการสนับสนุน มักกล้ารับความท้าทายมากขึ้น
แต่คนที่เสนออะไรก็ผิด
ทำอะไรก็ถูกตำหนิ
พลาดครั้งเดียวถูกจำไปอีกสามปี
สุดท้ายเขาอาจไม่ได้สูญเสียความสามารถ
แต่สูญเสีย ความเชื่อว่าตัวเองสามารถทำได้
ที่สำคัญ “ไม่อยากเป็นหัวหน้า” ไม่ได้แปลว่า “ไม่อยากพัฒนา”
นี่คือสิ่งที่ HR และผู้บริหารควรระวังมากที่สุด
ลองนึกถึงช่างเทคนิคคนหนึ่ง
เขาเก่งมาก
ชอบเรียนรู้เครื่องจักรใหม่
วิเคราะห์ปัญหาเก่ง
อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
แต่ไม่ชอบประชุม ไม่อยากบริหารลูกน้อง และไม่ได้อยากเป็น Manager
องค์กรกลับบอกว่า…
“ถ้าอยากก้าวหน้า ต้องขึ้นเป็นหัวหน้า”
สุดท้ายเราอาจเสีย
ช่างเทคนิคเก่ง ๆ 1 คน
แล้วได้
หัวหน้าที่ไม่อยากเป็นหัวหน้า 1 คน
องค์กรแพ้สองต่อเลยครับ
เราจึงอยากชวน HR และหัวหน้างาน เปลี่ยนคำถาม
แทนที่จะถามว่า
“ทำไมคนนี้ไม่อยากก้าวหน้า?”
ลองถามใหม่ว่า
“เขาอยากก้าวหน้าไปทางไหน?”
“อะไรคือสิ่งที่เขาให้คุณค่าจริง ๆ?”
และที่สำคัญที่สุด…
“ระบบขององค์กรเราทำให้เขาเชื่อหรือเปล่าว่า ถ้าพยายามแล้วชีวิตจะดีขึ้น?”
เพราะหน้าที่ขององค์กร ไม่ใช่ทำให้พนักงานทุกคนมีความทะเยอทะยานเหมือนกัน
แต่คือการออกแบบระบบให้คนแต่ละแบบ
สามารถเติบโตและสร้างคุณค่าได้ในแบบของตัวเอง
คนที่อยากเป็นผู้บริหาร → มี Management Career Path
คนที่อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญ → มี Specialist Career Path
คนที่ไม่ได้อยากมีตำแหน่งใหญ่โต แต่รับผิดชอบงานดี สม่ำเสมอ และไว้ใจได้ → ก็ยังเป็นคนที่มีคุณค่าต่อองค์กรอย่างมาก
เพราะสุดท้ายแล้ว…
“คนเก่ง” ไม่จำเป็นต้องอยากเป็นผู้บริหารทุกคน
และ
“คนที่ไม่อยากเป็นหัวหน้า” ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีอนาคต
บางครั้งปัญหาอาจไม่ใช่ว่า
“พนักงานไม่อยากโต”
แต่อาจเป็นเพราะองค์กรมีคำจำกัดความของคำว่า
“โต” แคบเกินไป
— HRfreelance.th
ที่ปรึกษา HR และพัฒนาองค์กรสำหรับ SME
#HR #HRStrategy #HRDevelopment #OrganizationDevelopment #Leadership #CareerPath #TalentManagement #HRfreelance
